เป็นหัวใจสำคัญที่กำหนดประสิทธิภาพการดักจับฝุ่นและแก๊สพิษก่อนจะปล่อยสู่บรรยากาศ หากเลือกผิดขนาดหรือรูปแบบผิด ฝุ่นอาจจะหลุดรอด หรือหัวฉีดอาจจะอุดตันจนระบบล้มเหลวได้ครับ

เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปใช้งานจริง ผมขอแบ่งขั้นตอนการคำนวณและการเลือกหัวฉีดออกเป็นสเต็ปดังนี้
1. คำนวณปริมาณฝุ่น (Dust Loading) และอัตราส่วน L/G
ก่อนเลือกหัวฉีด เราต้องรู้ปริมาณน้ำที่ต้องใช้เสียก่อน โดยอ้างอิงจากปริมาณก๊าซและฝุ่น
- หาอัตราการไหลของอากาศรวม (QG): หน่วยเป็นลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง (m³/hr)
- หาปริมาณฝุ่นขาเข้า (Cin): หน่วยเป็นมิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (mg/m³) หรือกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (g/m³)
- กำหนดอัตราส่วนของเหลวต่อก๊าซ (L/G Ratio):
สำหรับฝุ่นทั่วไป มักใช้ L/G อยู่ที่ 1 ถึง 3 ลิตร(L) ต่ออากาศ 1 ลูกบาศก์เมตร(m3)
หากฝุ่นมีความหนาแน่นสูง หรือต้องบำบัดก๊าซพิษร่วมด้วย อาจต้องดัน L/G ขึ้นไปถึง 3 – 6 ลิตร/ลูกบาศก์เมตร (L/m3) - คำนวณปริมาณน้ำรวม (QL): นำค่า QG มาคูณกับ L/G Ratio จะได้อัตราการไหลของน้ำทั้งหมดที่ต้องฉีด (ลิตร/ชั่วโมง) เพื่อนำไปหารจำนวนหัวฉีดต่อไป
2. กำหนดขนาดของหยดน้ำ (Droplet Size):
หัวใจของการดักจับ
หลักการดักจับฝุ่นด้วยน้ำคือ การชน (Impaction) หยดน้ำต้องมีขนาดพอเหมาะ ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป
- กฎทั่วไป: ขนาดหยดน้ำ (Sauter Mean Diameter – SMD) ควรมีขนาดประมาณ 10 ถึง 50 เท่าของขนาดเม็ดฝุ่น
- หากฝุ่นเป้าหมายมีขนาด 10 ไมครอน หยดน้ำที่เหมาะสมควรอยู่ในช่วง 100 – 500 ไมครอน
- ข้อควรระวัง: หากหยดน้ำเล็กเกินไป (ต่ำกว่า 50 ไมครอน) หยดน้ำจะเบาและปลิวตามลมออกไปทางปล่องควัน (Carry-over) ทำให้ต้องเพิ่มภาระให้ตัวดักละอองน้ำ (Mist Eliminator)
3. เลือกรูปแบบของหัวฉีด (Nozzle Type):
ป้องกันการอุดตัน
น้ำในระบบ Scrubber มักเป็น น้ำหมุนเวียน (Recirculate) ซึ่งจะมีฝุ่นปะปนอยู่ การเลือกรูปแบบหัวฉีดจึงต้องเน้นเรื่องการป้องกันการอุดตันครับ
Spiral Nozzle (หัวฉีดแบบเกลียว หรือ Pigtail):
- แนะนำมากที่สุด สำหรับ Wet Scrubber เพราะโครงสร้างไม่มีแกนหมุนหรือรูเล็กๆ อยู่ด้านใน (Maximum Free Passage) ทำให้ฝุ่นตะกอนในน้ำหมุนเวียนสามารถไหลผ่านได้โดยไม่อุดตัน
- ให้ละอองน้ำเป็นรูปกรวย (Cone) ที่ซ้อนกันหลายชั้น ดักจับฝุ่นได้ดีเยี่ยม
Full Cone Nozzle (หัวฉีดกรวยเต็ม):
ข้อเสีย: อุดตันง่ายกว่าแบบ Spiral หากใช้น้ำหมุนเวียนต้องมีระบบกรองน้ำ (Strainer) ที่ดีเยี่ยม
ให้การกระจายตัวของหยดน้ำที่สม่ำเสมอที่สุด เหมาะสำหรับการล้างก๊าซ หรือฝุ่นที่มีความละเอียด
ข้อควรระวังเรื่องแรงดัน (Pressure)
อย่าเลือกหัวฉีดที่ต้องใช้แรงดัน (Operating Pressure) สูงเกินความจำเป็น (ปกติใช้ประมาณ 1.5 – 3 Bar) เพราะแรงดันที่สูงขึ้นจะทำให้หัวฉีดสึกหรอเร็วขึ้น (โดยเฉพาะเมื่อน้ำมีฝุ่นทรายปน) และกินไฟปั๊มน้ำมากขึ้นโดยไม่จำเป็น
ตัวอย่างการคำนวณเพื่อเลือกออกแบบติดตั้งSpray Nozzle
ข้อมูลตั้งต้น (Design Parameters)
- อัตราการไหลของอากาศเสีย (QG): 10,000 m³/hr
- ปริมาณฝุ่นขาเข้า (Cin): 5,000 mg/m³ (หรือ 5 กรัม/m³)
- ขนาดเม็ดฝุ่นเฉลี่ย: 10 ไมครอน
- ประสิทธิภาพการดักจับที่ต้องการ: 95%
ขั้นตอนที่ 1: คำนวณปริมาณน้ำรวมที่ต้องใช้ (QL)
สำหรับการหาค่า L/G Ratio และอัตราการไหลของน้ำเพื่อจัดการฝุ่นขนาด 10 ไมครอน เราจะเลือกใช้อัตราส่วน L/G (Liquid-to-Gas Ratio) ที่ระดับมาตรฐาน ซึ่งก็คือ 2 ลิตร ต่อ อากาศ 1 ลูกบาศก์เมตร
- สูตรคำนวณ: QL = QG × (L/G)
- แทนค่า: QL = 10,000 m³/hr × 2 L/m³
ผลลัพธ์: ปริมาณน้ำรวมที่ต้องฉีดคือ 20,000 ลิตร/ชั่วโมง (หรือ 20 m³/hr)
ขั้นตอนที่ 2: คำนวณความหนาแน่นของฝุ่นในน้ำ (Slurry Concentration)
ตรวจสอบว่าน้ำจะข้นเกินไปจนหัวฉีดตันหรือไม่? ในฐานะวิศวกรสิ่งแวดล้อม เราจำเป็นต้องเช็คว่าน้ำหมุนเวียนในระบบจะสกปรกแค่ไหน เพื่อยืนยันว่าหัวฉีด (Nozzle) แบบที่เราเลือกใช้จะไม่เกิดการอุดตัน
- ปริมาณฝุ่นทั้งหมดที่เข้าสู่ระบบ: 10,000 m³/hr × 5 g/m³ = 50,000 g/hr (หรือ 50 kg/hr)
- ปริมาณฝุ่นที่ดักจับได้ (สมมติประสิทธิภาพที่ 95%): 50 kg/hr × 0.95 = 47.5 kg/hr
- ฝุ่นจำนวน 47.5 kg นี้ จะตกลงไปผสมกับน้ำ 20,000 ลิตร ที่เราคำนวณไว้ในขั้นตอนแรก
- ความเข้มข้นของตะกอน: 47.5 kg / 20,000 L = 2.375 กรัม/ลิตร (หรือประมาณ 0.24% by weight)
สรุป: ความเข้มข้นของตะกอนอยู่ในระดับที่ต่ำมาก (ปกติแล้วไม่ควรเกิน 5%) ดังนั้นจึงสามารถใช้ หัวฉีดแบบ Spiral (Pigtail) ได้สบายๆ โดยไม่มีปัญหาการอุดตันครับ แต่ทั้งนี้ยังคงต้องมีการระบายน้ำทิ้ง (Blowdown) ออกจากระบบเป็นระยะเพื่อป้องกันการสะสมตัวของตะกอนในระยะยาว
ขั้นตอนที่ 3: เลือกขนาดและจำนวนหัวฉีด (Nozzle Selection)
เปิดแคตตาล็อกและคำนวณหาจำนวนหัวฉีด สมมติว่าเราเปิดแคตตาล็อกหัวฉีดยี่ห้อหนึ่ง และพิจารณาเลือกหัวฉีดประเภท Spiral Full Cone โดยมีรายละเอียดดังนี้:
- สเปคหัวฉีดที่เลือก: อัตราการไหล 1,000 ลิตร/ชั่วโมง ที่แรงดัน 2.0 Bar มุมกระจายน้ำ 90 องศา
- สูตรหาจำนวนหัวฉีด (N): N = QL / อัตราการไหลต่อหัวฉีด (Flow rate per nozzle)
- แทนค่า: N = 20,000 / 1,000
ผลลัพธ์: ต้องใช้หัวฉีดทั้งหมด 20 หัว
ขั้นตอนที่ 4: การจัดเรียง (Spray Layout):
ออกแบบการพ่นน้ำให้ครอบคลุมหน้าตัด
การนำหัวฉีด 20 หัวไปวางในชั้นเดียวอาจทำให้ละอองน้ำแน่นเกินไป หรือเกิดการชนกันของละอองน้ำจนหยดน้ำใหญ่ขึ้น (Droplet Coalescence) ทำให้ประสิทธิภาพตกลง
คำแนะนำทางวิศวกรรม:
- ให้แบ่งหัวฉีดเป็น 2 ชั้น (2 Spray Banks) ชั้นละ 10 หัว
- จัดวางสลับฟันปลา (Staggered arrangement) เพื่อให้ม่านน้ำซ้อนทับกัน (Overlap) ป้องกันไม่ให้มีช่องโหว่ (Dead Zone) ที่อากาศจะรอดไปได้
การหาค่า L/G
| ระดับความหนาแน่นฝุ่น | ปริมาณฝุ่นขาเข้า (Cin) | อัตราส่วน L/G ที่แนะนำ | คำแนะนำทางวิศวกรรม |
| ต่ำ (Light Loading) | < 1 g/m³ (< 1,000 mg/m³) | 0.5 – 1.5 ลิตร/m³ | น้ำแค่พอสร้างม่านละอองให้ครอบคลุมพื้นที่หน้าตัดถัง (Gas Coverage) ก็เพียงพอต่อการดักจับฝุ่นแล้ว |
| ปานกลาง (Medium) | 1 – 10 g/m³ (1,000 – 10,000 mg/m³) | 1.5 – 3.0 ลิตร/m³ | เป็นช่วงที่พบมากที่สุดในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป ใช้น้ำมากขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสการชน (Impaction) |
| สูง (Heavy Loading) | > 10 g/m³ (> 10,000 mg/m³) | 3.0 – 5.0+ ลิตร/m³ | ต้องใช้น้ำเยอะเพื่อ “เจือจาง” ไม่ให้ฝุ่นสะสมในน้ำจนเหนียวข้น (ป้องกันหัวฉีดและปั๊มพัง) |
